คณะอนุกรรมการศึกษานโยบายด้านทรัพยสินทางปัญญาฯ : สภาเภสัชกรรมเสนอไม่ยอมรับทริปส์พลัสใน เอฟทีเอ ไทย-ยุโรป
 

สภาเภสัชกรรมเสนอไม่ยอมรับทริปส์พลัสใน เอฟทีเอ ไทย-ยุโรป

โดย คณะอนุกรรมการศึกษานโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา สภาเภสัชกรรม

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา  สภาเภสัชกรรมได้เสนอความเห็นในการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำร่างความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปด้านทรัพย์สินทางปัญญา: ด้านยาและเวชภัณฑ์  เพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแก่คณะเจรจาเอฟทีเอไทย–อียู ที่ได้เปิดเจรจาครั้งแรกในวันที่ 27 - 31 พ.ค. 56 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยคณะเจรจาคาดว่าจะให้การเจรจาเสร็จสิ้นภายใน 18 เดือน

ข้อสรุปความเห็นแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

1. ความเห็นในหลักการสำหรับเนื้อหาการเจรจา

  • ไม่ยอมรับเนื้อหาการเจรจาที่เกินไปกว่าข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก
    (ไม่ยอมรับทริปส์พลัส) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ได้คำนึงถึงความคุ้มครองด้านสาธารณสุขและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างสมดุล  และส่งเสริมการเข้าถึงยา ในราคาสมเหตุผล ของคนไทย
  • ไม่ยอมรับข้อตกลงอื่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาที่ไทยไม่ได้เป็นภาคีสมาชิก
  • เป็นไปตามกฎหมายของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน
  • ไม่นำสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเข้าสู่การเจรจา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ

2. ความเห็นต่อกระบวนการเตรียมการเจรจา

  • ชื่นชม คณะทำงานย่อยด้านยาและเวชภัณฑ์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ที่เปิดโอกาสให้สภาเภสัชกรรมได้เข้าร่วมแสดงความเห็นสำหรับการเตรียมการเจรจา FTA Thai-EU ในครั้งที่ 1  
  • ขอให้มีการจัดเวทีรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งของการเจรจา FTA Thai-EU เพื่อให้การเตรียมการเจรจาในทุกครั้งได้รับข้อมูลที่มีความรอบด้าน

3. ความเห็นเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยาในประเทศ

  • รัฐบาลไทยควรส่งเสริม สนับสนุน เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตยาในประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เริ่มจากการปรับโครงสร้างของระบบ เช่น การพัฒนาเกณฑ์การพิจารณาให้สิทธิบัตรที่ป้องกันสิทธิบัตรประเภท evergreening การเพิ่มประสิทธิภาพของฐานข้อมูลสิทธิบัตรที่สามารถตรวจสอบวันหมดอายุสิทธิบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐร่วมลงทุนในการผลิตวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตยา การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบขึ้นทะเบียนยา เป็นต้น เพื่อให้เอื้อต่อการผลิตยาสามัญใหม่และออกสู่ตลาดได้ทันทีเมื่อหมดอายุสิทธิบัตร และกำหนดเป้าหมายเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาสารเคมีใหม่ทางยา

จากนี้ไป เราคงต้องช่วยกันติดตามการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ผลการเจรจาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงยาของคนไทย