คณะอนุกรรมการศึกษานโยบายด้านทรัพยสินทางปัญญาฯ : เกาะติด FTA ไทย-อียู
 

                     คณะอนุกรรมการศึกษานโยบายด้านทรัพยสินทางปัญญาฯ 

 

 เกาะติด FTA ไทย-อียู

         

ภญ.สิตานันท์ พูนผลทรัพย์

 

     การเจรจา FTA ไทย-EU เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 กำหนดแนวทางเจรจาแบบ comprehensive คือ รวมเรื่องการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไว้ในความตกลงฉบับเดียว และได้ดำเนินการเจรจาไปแล้ว 3 รอบ โดยในรอบที่ 3 (9-13 ธันวาคม 2556) และรอบที่ 4 ซึ่งจะจัดประชุมวันที่ 8-10 เมษายน 2557 เป็นการทำความเข้าใจในเชิงเทคนิค ไม่เจรจาในเรื่องที่ผูกพันในเชิงนโยบาย เพราะรัฐบาลไทยได้ประกาศยุบสภา  

 

             อาเซียน (ASEAN) และสหภาพยุโรป (EU) ได้เจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยความตกลงดังกล่าว มีสาระสำคัญครอบคลุมการเปิดตลาดสินค้า การค้าภาคบริการ และการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยในปัจจุบัน การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอาเซียนกับ EU อยู่ระหว่างพักการเจรจา เนื่องจากความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องระดับการเปิดตลาด และระดับการพัฒนาที่ยังแตกต่างกันมากทั้งภายใน ASEAN ดังนั้น EU จึงได้เริ่มการเจรจาเป็นแบบทวิภาคีกับประเทศที่มีศักยภาพ 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ขณะนี้ EU ได้ลงนามในความตกลงการค้าเสรีกับประเทศสิงคโปร์แล้วเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2556 โดยสิงคโปร์ได้ผลักดันให้มีการให้สัตยาบันในความตกลงดังกล่าวภายในพฤษภาคม2557 เพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ภายในปี 2558

 

         สืบเนื่องจากการเดินทางเยือน EU อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556 ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (นายมานูเอล บาโรสโซ) และนายกฯได้มีแถลงการณ์เริ่มการเจรจา FTA ไทย-EU อย่างเป็นทางการ ในเบื้องต้นตั้งเป้าการเจรจาให้เสร็จภายใน 2 ปี (7รอบการเจรจา) โดยรอบที่ 1 วันที่ 27 - 31 พฤษภาคม 2556 ณ กรุงบรัสเซลล์ ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม โดยทั้งสองฝ่ายกำหนดแนวทางเจรจาแบบ comprehensive คือรวมเรื่องการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไว้ในความตกลงฉบับเดียว (single undertaking) และ มีการแบ่งกลุ่มเจรจา 14 กลุ่ม ได้แก่ 1) การค้าสินค้า 2) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า 3) การศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า 4) มาตรการเยียวยาทางการค้า 5) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า 6) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช 7) การค้าบริการ 8) การลงทุน 9) การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ 10) ทรัพย์สินทางปัญญา 11) การแข่งขัน 12) การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน 13) การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ 14) ข้อบททั่วไปที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและการบริการจัดการความตกลง

 

           การเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรปได้ดำเนินการเจรจาไปแล้ว 3 รอบ โดยเริ่มเจรจารอบที่ 1 เมื่อวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2556  รอบที่ 2 วันที่ 16 - 20 กันยายน 2556 ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทั้ง 2 รอบ เนื้อหาในการเจรจาส่วนใหญ่เป็นการอภิปรายเพื่อทำความเข้าใจในร่างข้อบทที่ทางสหภาพยุโรปเสนอ และ ประเทศไทยได้มีเสนอ สำหรับการเจรจารอบที่ 3 ในระหว่างวันที่ 9-13 ธันวาคม 2556 นั้น รัฐบาลไทยได้ประกาศยุบสภา ทำให้การเจรจาในรอบที่ 3 เป็นการอภิปรายกันระหว่าง 2 ฝ่ายเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันในเชิงเทคนิค โดยไม่เจรจาในเรื่องที่ผูกพันในเชิงนโยบาย เช่น ประเด็นเรื่องการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตรยา การคุ้มครองข้อมูลทะเบียนยา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ และ ข้อบทเรื่องของการคุ้มครองการลงทุน เป็นต้น

 

           การเจรจา FTA ไทย-EU มีเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อระบบยา ได้แก่ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองข้อมูลยา มาตรการ ณ จุดผ่านแดน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

 

         ประเทศไทยให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปตามความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือความตกลงทริปส์ ในกรณียาเป็นไปตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร ที่มีอายุสิทธิบัตร ๒๐ ปี นับจากการวันยื่นคำขอรับสิทธิบัตร ซึ่งถ้าต้องมีการชดเชยอายุสิทธิบัตรให้ยาวเกินกว่า ๒๐ ปี จะส่งผลให้ยาชื่อสามัญออกสู่ตลาดช้าตามไปด้วย เป็นการจำกัดการแข่งขัน จึงส่งผลกระทบต่อราคาที่ไม่ลดลงได้เหมือนกรณีที่มีการแข่งขัน ซึ่งราคายาลดลงได้ ๑-๑๐ เท่า และกระทบต่ออุตสาหกรรมยาชื่อสามัญที่ถูกจำกัดความสามารถในการผลิตและจำหน่ายได้อย่างอิสระ

 

          การผูกขาดข้อมูลยาหรือการคุ้มครองข้อมูลยา เป็นมาตรการที่ประเทศพัฒนาแล้วแปลความในทริปส์มาตรา ๓๙.๓ ให้มีการผูกขาดตลาดในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากยาต้นกำเนิดออกตลาดแล้ว ถ้ายาต้นกำเนิดที่มีสารโมเลกุลใหม่ ต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อมูลลับ ในการขึ้นทะเบียนตำรับยา ซึ่งอนุญาโตตุลาการขององค์การค้าโลกได้ตัดสินให้มีการแปลความ ไม่มีการผูกขาดตลาดก็ได้ ดังเช่นที่ประเทศกำลังพัฒนาแปลความ นั่นคือขณะนี้ประเทศไทยไม่มีการผูกขาดข้อมูลยา ในกรณีที่มีการผูกขาดข้อมูลยาย่อมส่งผลจำกัดไม่ให้ยาชื่อสามัญออกสู่ตลาด ไม่มีการแข่งขัน จึงส่งผลกระทบต่อราคาที่ไม่ลดลง

 

        ตามความตกลงทริปส์ มาตรการ ณ จุดผ่านแดน เป็นมาตรการดำเนินการในกรณีที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในเครื่องหมายการค้าเท่านั้น ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ ณ จุดผ่านแดน ประเด็นที่มีการจับยึดยาในกรณีที่สงสัยว่าละเมิดสิทธิบัตร ต้องผ่านกระบวนการทางศาลเพื่อพิสูจน์ เป็นเรื่องที่ใช้เวลา ก่อให้เกิดความล่าช้าที่ประเทศปลายทางจะได้รับยา จึงส่งผลต่อการรักษาและชีวิตของผู้ป่วย

 

        การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีความโปร่งใส มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นเรื่องดี แต่ควรมีข้อยกเว้นให้รัฐสามารถดำเนินนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศได้ในกรณียา เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ ซึ่งจำเป็นมากต่อระบบยาและระบบสุขภาพ โดยเฉพาะกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือโรคระบาด