คณะอนุกรรมการศึกษานโยบายด้านทรัพยสินทางปัญญาฯ : ความตกลง TPP? ไทยพร้อมหรือยัง
 

        คณะอนุกรรมการศึกษานโยบายด้านทรัพยสินทางปัญญาฯ

 

: ความตกลง TPP… ไทยพร้อมหรือยัง

 

ดร.ภญ.ทิพิชา โปษยานนท์

 

          เมื่อพูดถึง “ความตกลง TPP” แล้ว หลายท่านอาจยังไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเทียบกับ FTA ดังนั้น ผู้เขียนจึงขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้แนะนำให้ทุกท่านมารู้จัก TPP กัน เพื่อที่จะได้ทราบว่า TPP นั้นเกี่ยวข้องหรืออาจมีผลกระทบต่อเรื่องของสุขภาพอย่างไรบ้าง และประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเข้าร่วมเจรจา TPP…

 

        TPP หรือ Trans-Pacific Partnership Agreement ซึ่งมีพัฒนาการสืบต่อมาจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือทีพีเอสอีพี (TPSEP) ที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม P4 ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยมีประเทศสมาชิกก่อตั้ง 4 ประเทศ อันได้แก่ ชิลี นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และบรูไน

 

         TPP จัดเป็นความตกลงการค้าเสรีกรอบพหุภาคีที่มีมาตรฐานสูงและมีลักษณะกว้างขวางโดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับไปสู่ความเป็นเขตการค้าเสรีแห่งเอเชียแปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific) เพื่อให้เกิดการบูรณาการทางเศรษฐกิจในด้านการเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ การลงทุน การปฏิรูป และการสร้างความสอดคล้องในกฎระเบียบทางเศรษฐกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาษีในกลุ่มประเทศสมาชิกลงและให้ภาษีเป็น 0% ภายในปี 2558 และ ครอบคลุมประเด็นต่างๆ หลายเรื่อง เช่น นโยบายการแข่งขัน นโยบายการจัดซื้อโดยรัฐ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

 

        ปัจจุบันมีสมาชิกที่เข้าร่วมในการเจรจาความตกลง TPP แล้ว 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม เม็กซิโก แคนาดา และญี่ปุ่น โดยล่าสุดพบว่า ทุกประเทศในอาเซียนที่เป็นสมาชิก APEC ได้แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วม TPP โดยมีบางส่วนได้เข้าร่วมเจรจาอย่างเป็นทางการไปแล้วด้วย ในส่วนของประเทศไทยได้แสดงความสนใจว่าจะเข้าร่วมเจรจาเท่านั้น แต่ยังไม่ได้เข้าร่วมเจรจา เนื่องจากกระบวนการเข้าร่วมเจรจาใน TPP นั้นค่อนข้างจะซับซ้อนกว่า FTA เนื่องจากจะต้องผ่านการหารือหรือพูดคุยกับประเทศสมาชิก TPP แบบทวิภาคีก่อน และจะต้องได้รับฉันทามติจากประเทศสมาชิก TPP ทั้งหมดเสียก่อนจึงจะสามารถร่วมเจรจา TPP กับเขาได้อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ กระบวนการในประเทศไทยเองนั้นก็ต้องดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 อย่างครบถ้วนและละเอียดรอบคอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศจริงๆ

 

          แม้ว่า TPP จะถือเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และอาจกลายเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของโลก เนื่องจาก GDP ของประเทศสมาชิกรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของ GDP โลก และมีปริมาณการค้าเกินกว่า 1 ใน 3 ของโลก ซึ่งอาจส่งผลให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่างมากก็ตาม กลับพบว่ายังคงมีประเด็นที่นักวิชาการและภาคประชาสังคมไทยตั้งข้อสังเกตและแสดงข้อห่วงกังวลอยู่ หลายประเด็นที่กลุ่มประเทศสมาชิก TPP เองยังหาข้อสรุปในการเจรจาไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยควรจะต้องพิจารณาให้รอบด้านเสียก่อนเช่นกัน...... แน่นอน

 

มีประเด็นห่วงกังวลเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับพวกเราโดยตรงด้วย ดังนี้

 

1.มีความเป็นไปได้สูงมากที่ต่อไปบทบาทของ ASEAN และแนวคิดประชาคมอาเซียนจะถูกลด ความสำคัญลง เนื่องจากหากสมาชิก ASEAN ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กรอบ TPP แล้ว ก็จะไป     ยึดถือกรอบภายใต้ความตกลง TPP เป็นสำคัญมากกว่าเพราะจะสามารถแสวงหาตลาดเสรีที่     เปิดได้กว้างกว่า

 

2.คาดว่าจะมีหลายประเด็นที่อ่อนไหวต่อไทย ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เป็นข้อห่วงกังวลจากภาคสุขภาพต่อกรณีการทำ FTA ไทย-สหภาพยุโรป และ ไทย-สหรัฐฯ อาทิ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะสัมพันธ์กับราคายาที่สูงขึ้นจากการผูกขาดของบริษัทยาข้ามชาติและปัญหาการเข้าถึงยา ประเด็นที่จะมีบริษัทข้ามชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนกฎหมายและนโยบายสาธารณะต่างๆ ภายในประเทศที่ทำหน้าที่คุ้มครองสุขภาพประชาชนจากสินค้าทำลายสุขภาพ เช่น บุหรี่ และแอลกอฮอล์ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากร เป็นต้น

 

3.การที่มาตรฐานสินค้าและบริการต่างๆ จะต้องขยับสูงขึ้นจากข้อตกลง TPP จะทำให้ผู้ประกอบการในประเทศปรับตัวได้ยากเพื่อให้สินค้าบริการของตนได้คุณภาพมาตรฐานตามเกณฑ์ TPP

 

4.ประเด็นอื่นๆ เช่น การจำกัดสิทธิของประเทศในการใช้มาตรการและนโยบายเงินทุนเคลื่อนย้ายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และการเปิดให้บริษัทเอกชนต่างชาติสามารถฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้โดยผ่านอนุญาโตตุลาการเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชนด้านการลงทุน

 

          ดังนั้น ในระหว่างนี้ ประเทศไทยควรที่จะศึกษาโดยละเอียดและรอบด้านเกี่ยวกับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่เข้าร่วมการเจรจาความตกลง TPP การเตรียมท่าทีของฝ่ายไทยโดยรอบคอบหากเข้าร่วมการเจรจา รวมถึงมาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภาครัฐ วิชาการ เอกชน และประชาสังคมของไทย

 

 

         “การเตรียมความพร้อมภายในประเทศของทุกภาคส่วนให้ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรามีความพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะต้องเข้าร่วมกรอบความร่วมมือใดๆ เราก็จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างการแสวงหาประโยชน์และบรรเทาผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น”

 

เอกสารอ้างอิง

 

1. ฉมานุต เกราะทอง. สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา.
    บทความ. www.itd.or.th

 

2. ชาญชัย โฉลกคงถาวร. สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ.
    วารสารเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ปีที่ 7 ฉบับที่ 26 เดือนธันวาคม พ.ศ.2554

 

3. หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2555 หน้า 15

 

4. เว็บไซต์ www.ustr.gov/tpp

 

5. เว็บไซต์ http://en.wikipedia.org/wiki/Trans-Pacific_Strategic_Economic_Partnership

 

6. เว็บไซต์ www.tppinfo.org